วันเสาร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ทำความเข้าใจกับรหัสเลนส์ แบบต่างๆของกล้องถ่ายรูป

ไปเจอบทความดีๆ เกี่ยวกับความรู้เรื่องเลนส์ของกล้องถ่ายรูป  ในฐานะผู้เริ่มศึกษา
ก็ต้องขอคัดลอกเพื่อไว้ช่วยจำครับ
............................................................................................................


รหัสอันแรก AF ก็มาจาก ออโต้โฟกัส  ส่วนถ้าแมนนวลจะเป็น MF ซึ่งก็คือ ปรับโฟกัสแบบมือ ซึ่งก็เหลือน้อยลงทุกทีๆ
ต่อมาก็คือตัวเลขต่างๆเช่น 50 mm 85 mm 35 mm หรือ 35-80 mm 70-20 mm
ตัวเลขนี้คือระยะของเลนส์ ซึ่งมาจากระยะห่างของเลนส์ กับกระจกสะท้อนภาพในตัวกล้อง ซึ่งทำให้เราถ่ายใกล้ไกลนั่นเอง ถ้ามีแค่จำนวนเดียว คือเลนส์ฟิกซ์ แต่ถ้ามี 2 จำนวนแปลว่า เป็นเลนส์ซูมนั่นเอง เช่น 35 mm ก็คือเลนส์ตัวนี้ ถ่ายที่ระยะ 35 ตลอด ปรับไม่ได้ แต่ถ้าเป็น 35-80 หมายถึงเลนส์ตัวนี้ ปรับระยะได้ตั้งแต่ 35-80 มิล

ระยะของเลนส์จะเรียกกัน 3 ระยะ

เลนส์ไวด์   
 จะอยู่ต่ำกว่า 28 mm คือเลนส์มุมว้างนั่นเอง





เลนส์นอร์มอลหรือระยะธรรมดา  

จะอยู่ระหว่าง 28-70 mm เพราะว่า สายตาคนเราจะอยู่ที่ 50 mm ช่วงระยะนี้เลยเป็นระยะธรรมดา


เลนส์ เทเล 

คือเลนส์ที่ระยะเกิน 70 mm ขึ้นไป พวกเลนส์ ที่ไว้ถ่ายภาพนก หรือกีฬานี่แหละเช่น 70-200 70-300 300 400 600




............................................................................................................


ตัวต่อมา ก็จะเป็นค่า f หรือรูรับแสง ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมากๆเลยทีเดียวโดย ตัวเลขยิ่งน้อย หมายถึงรูรับแสงกว้าง และแน่นอนว่าราคาก็สูงตามไปด้วยโดยค่า เอฟนั้น ก็จะเหมือนกับตัวเลขระยะ ของเลนส์ คือมทั้งแบบค่าเดียว กับ สองค่า เช่น
f2.8 f1.4 f3.5-5.6 f4-5.6




ถ้าเลนส์มีค่าเดียวนั้น หมายความว่าเลนส์นี้ สามารถปรับรูรับแสงได้กว้างสุดที่ค่านั้นตลอดช่วงเลนส์เช่น 35mm f2.8 หมายถึงเลนส์ตัวนี้ระยะที่ 35 มิล และเปิดรูรับแสงได้กว้างสุดที่ 2.8 
17-55 mm f2.8  หมายถึง เลนส์นี้จะตั้งระยะที่เท่าไหร่ก็ตาม ไม่ว่า 17 หรือ 55 ก็เปิดรูรับแสงได้กว้างสุดที่ 2.8 ตลอดช่วง

แต่ถ้ามาเป็นคู่ล่ะ  เช่น 35-80 f4-.6 อันนี้จะหมายถึงว่า ที่ 35 เราจะเปิดรูรับแสงได้กว้างสุดที่ 4 แต่ถ้าเราปรับระยะไปที่ 80 เราจะปรับรูรับแสงได้กว้างสุดที่ 5.6 เท่านั้น  เพราะฉะนั้นแล้วถ้าเลนส์มาแบบนี้ 

AF 50mm f1.8 ก็หมายถึงเลนส์นี้เป็นเลนส์ออโต้โฟกัส ที่ระยะ 50 ตายตัว รูรับแสงเปิดได้กว้างสุดที่ 1.8

AF 70-300 f4-5.6  ก็หมายถึงเลนส์นี้เป็นเลนส์ ออโต้โฟกัสที่ สามารถซูมได้จาก 70มิล จนถึง 300 มิล แต่ที่ 70 รูรับแสงจะเปิดได้กว้างสุดที่ 4 และที่ระยะ300 จะเปิดรูรับแสงได้มากสุดที่ 5.6

AF 70-200 f2.8   หมายถึงเลนส์นี้เป็นเลนส์ออโต้โฟกัส ที่ซูมได้ตั้งแต่ระยะ 70 จนถึง 200 มิล โดยทุกช่วงสามารถตั้งรูรับแสงได้กว้างสุดที่  2.8

............................................................................................................

ส่วนเลนส์ ที่มีศัพท์ว่า ออปติคอลซูม กับ ดิจิตอลซูมนั้น ก็คือ

ออปติคอลซูม 
คือการซูมจากเลนส์โดยตรงเลย ถ้าเป็นกล้องคอมแพ็ค เราก็จะเห็นเลนส์มันยืดออกมา

ดิจิตอลซูม 
คือการซูมภาพโดยใช้ซิปของตัวกล้อง ก็เหมือนๆเราใช้คอมขยายภาพนั่นแหละ ซึ่งทำให้บางทีถ้าขยายเกินไป ก็ทำให้ภาพแตกได้ ส่วนใหญ่กล้องมือถือจะใช้แบบนี้
ส่วนระยะคูณของเลนส์ซูมนั้น ที่เห็นโฆษณาว่าซูมได้กี่เท่าๆ ก็คำนวณได้จากระยะของเลนส์เช่น 17-55 เราก็เอา 55 หารด้วย 17 จะเท่ากับประมาณ 3.2 ก็แปลว่าเลนส์ตัวนี้ ระยะซูมได้เท่ากับ 3.2 เท่านั่นเอง

เช่นเดียวกัน 70-300 ก็เอา 300 หารด้วย 70 ก็ได้เท่ากับว่า เลนส์ตัวนี้ระยะซูมได้ประมาณ 4.3 เท่า


ข้างบนนั้น ถือเป็นค่ามาตรฐานของเลนส์ทุกยี่ห้อบนโลก
แต่เนื่องจากปัจจุบันนั้น มีผู้ผลิตเลนส์อยู่จำนวนมาก ทั้งเลนส์ที่มาจากผู้ผลิตกล้อง เลนส์จากค่ายอิสระต่างๆ ทำให้มีเทคโนโลยีใหม่ๆเข้ามา แต่ว่าต่างบริษัทก็มีชื่อเรียกต่างกันไป โดยมากจะใส่มาตามหลังตัวเลขบนนั้น
...........................................................................................................

เรามาดูที่นิคอนก่อนเลยว่า มีอะไรบ้าง



D - เป็นระบบวัดแสงแบบ 3 มิติ โดยเลนส์จะส่งข้อมูลระยะห่างของวัตถุเข้าไปยังชิปในตัวกล้องด้วย
G - เป็นเลนส์ที่ไม่มีแหวนปรับรูรับแสง ส่วนจะปรับยังไงให้ไปดูที่ AF-S
ED - เป็นเลนส์ที่ใช้ลดความเพี้ยนของภาพ
ASP - เลนส์ที่ช่วยลดความเพี้ยนของภาพแล้ว ยังแก้ปัญหาการเกิดสีที่ขอบภาพได้อีกต่างหาก
IF - เป็นชุดโฟกัสที่อยู่ภายในเลนส์ เลนส์สมัยก่อนนั้นเวลาปรับโฟกัสแล้ว หน้าเลนส์จะมีการขยับเข้าออกอยู่ระยะสั้นๆ แต่ถ้ามีตัวนี้แล้ว หน้าเลนส์จะไม่ขยับเลยแม้จะปรับโฟกัสแบบมือปรับก็ตาม
RF - คือชุดโฟกัสจะอยู่ด้านหลังเลนส์ จะทำให้โฟกัสรวดเร็วขึ้น ละเงียบขึ้น
AF-S - AF มาจาออโต้โฟกัสนั่นเอง ส่วน S มาจา Silnt wave motor ก็คือมีมอเตอร์ปรับรูรับแสงในตัว ทำให้ปรับได้เร็วและเงียบขึ้น ใช้กับกล้องรุ่นใหม่ๆ ที่ไม่มีมอเตอร์ปรับรูรับแสงในตัวกล้องเช่น D40X D60
VR - หรือระบบ กันสั่นนั่นเอง ทำให้ภาพที่ถ่ายมาม้มือจะไม่นิ่งแต่ทำให้ภาพยังคมชัดได้
DX - คือเลนส์ที่ถูกออกแบบมาเพื่อใช้กับกล้องดิจิตอลนั่นเอง
N - เลนส์นาโน ที่ช่วยในการลดแสงจากสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ เช่นแสงไฟจากขอบภาพ หรือแสงแดดที่แยงเข้ามา
Micro - คือเลนส์มาโครนั่นเอง แต่นิคอนเขียนกันยังงี้


เลนส์ของ ซิกม่า (ก็อปมาจาก ไทยดี)


SIGMA
EX = EX Lens เป็นรหัสเลนส์เกรดโปรของ Sigma
APO = APO Lens เป็นชิ้นเลนส์แก้ความคลาดเคลื่อนสี
DC = DC Lens คือเลนส์ที่ออกแบบมาเพื่อกล้องดิจิตอล (เอามาใส่ Full frame ก็ได้แต่จะเป็นขอบดำช่วงวายด์)
DG = DG Lens คือเลนส์ที่ใช้กับกล้องฟิลม์ หรือ Full frame แต่ก็ใส่กับดิจิตอลได้
OS = Optical Stabilizer กันสั่น
IF = Inner Focus คือเลนส์ที่มีระบบโฟกัสอยู่ภายใน หน้าเลนส์ไม่หมุนเวลาโฟกัส
HSM = Hyper-Sonic Motor มอเตอร์ความเร็วสูงในเลนส์ เหมือนกับ USM ของ Canon และ AF-S ของ Nikon

แล้วก็ แทมร่อน
Di = เลนส์ที่ออกแบบมาให้เข้ากับกล้องดิจิตอลดีขึ้น
Di II = เลนส์ที่ออกแบบมาสำหรับกล้องดิจิตอลเท่านั้น ใช้กับกล้องฟิล์มไม่ได้
XR = Extra Refractive Index Lens เป็นชิ้นเลนส์พิเศษ
LD = Low Dispersion เลนส์ความคลาดแสงต่ำ
SP = เลนส์เกรดโปรของแทมร่อน
VC = หรือชื่อเต็มๆ Vibration Compensation เป็นระบบกันสั่นของ Tamron


เลนส์ของแคนนอน (ก็อปมาจาก ไทยดีเช่นกัน)


EF    - ใช้ได้กับฟิล์มและดิจิตอลรวมทั้งฟูลเฟรม
EF-S - ใช้ได้กับกล้องดิจิตอลเท่านั้น เอาไปใส่ฟูเฟรม็จะเหมือนของนิคอนคือ ขอบภาพดำ
TS-E = TILT-SHIFT Lens คือเลนส์ที่สามารถปรับสัดส่วนของภาพไม่ให้บิดเบี้ยว
L = คือหรัสเลนส์เกรดโปรของ Canon ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร
DO = Diffractive Optical element เป็นชิ้นเลนส์เพื่อแก้อาการคลาดเคลื่อนสี มั้ง
IS = Image Stabilizer กันสั่น
USM = Ultrasonic Motor มอเตออัลตราโซนิคความเร็วสูง (ซึ่งแต่ละตัวก็จะใช้มอเตอร์ที่ไม่เหมือนกันแล้วแต่ว่ารุ่นไหน เกรดโปร หรือเกรดธรรมดา) 

2 ความคิดเห็น:

  1. ขอบคุณมากๆครับได้ความรู้มากมายเลย

    ตอบลบ
  2. ขอบคุณครับ ได้รับความรู้มากมาย ขอบคุณมากๆ

    ตอบลบ